วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2551

ความเชื่อ+คนอีสาน+แม่น้ำโขง


ถ้าจะกล่าวถึงความเชื่อ เป็นสิ่งที่อยู่กับคนไทยมาแสนนานถือได้ว่าเป็นสิ่งที่นับถือกันมาแต่โบราณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ วิญญาน สิ่งลี้ลับ หรือแม้แต่บางสิ่งบางอย่าง ที่ได้เห็นกับตา ได้สัมผัส ก็แทบจะไม่เชื่อในสิ่งที่พบเห็นเพาระบางอย่างยังต้องรอการพิสูจน์ ที่พูดอย่างนั้นไม่ใช่ว่าผู้เขียนไม่เชื่อ แต่จะมีสักกี่คนที่เชื่ออย่างผมบ้าง ผมเชื่อว่าวิญญาน หรือสิ่งต่าง ๆ ที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ และสิ่งที่ผมจะเล่าให้ท่านฟังต่อไปนี้ ท่านอย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่ท่านเห็นและที่ท่านได้อ่านต่อไปนี้
เมื่อไม่นานมานี้แม่ของผมเองได้ไปที่จังหวัดหนองคายและได้แวะเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง(ไม่ขอเอ่ยชื่อหมู่บ้านนะครับ)เอาเป็นว่าอยู่ในจังหวัดหนองคาย เป็นวัดติดกับริมแม่น้ำโขงด้วย ที่สำคัญเค้าเล่าว่าเรื่องเหลือเชื่อนี้เคยออกรายการทีวีด้วย(ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นสถานีโทรทัศน์*-*%*)เพื่อทำการพิสูจน์ดังกล่าวว่าเป็นไปได้หรือ ใช่จริง ๆ หรือป่าว ท่านต้องใช้วิจารณญานในการอ่านและการดูเพราะมันเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แม่เล่าว่าได "แม่ไปที่วัดแห่งนี้ที่จังหวัดหนองคาย อำเภออะไรจำไม่ได้ล่ะ ก็ได้พบหลวงพ่อท่านหนึ่งมีอายุประมาณ 78 ปี ท่านบอกว่าท่านอาพาธ หมอบอกอยู่ได้อีกไม่นานจึงให้กลับไปพักผ่อนที่วัดได้ พอท่านกลับมาที่กุฏิ แล้วก็นอนพักผ่อน พอรุ่งเช้าท่านก็พบกับสิ่งที่ประหลาดใจเมื่อมีขวดโหลมาตั้งอยู่ข้าง ๆ ที่ท่านนอน" ในขวดโหลนั้นมีสิ่งรูปร่างประหลาดและก้อนหินอยู่และมีน้ำ ท่านคิดว่าในขวดนั้นจะเป็นน้ำมนต์ จึงได้ดื่มเข้าไป เพราะคิดว่ายังใงเสียก็ต้องตาย เมื่อดื่มแล้วก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ ท่านกลับสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงขึ้น อยู่เกินห้าวันอีกต่างหาก เหลื่อเชื่อ...! พอชาวบ้านก็เป็นเรื่องสิครับ...! ข่าวก็ลือไปไกลจนเป็นเหตุให้ สาธารณสุขหนองคายต้องออกมาเตือนในเรื่องของการดื่มน้ำมนต์นั้น และรายการทีวีก็มาพิสูจน์ว่าสิ่งที่อยู่ในขวดโหลนั้นคือตัวอะไร มาได้อย่างไรแม่แต่หลวงพ่อยังไม่รู้เพียงแต่กล่าวมาลอย ๆ ว่า "เป็นของคนชื่อมีนำมาให้จากใต้บาดาลในแม่น้ำโขง" แล้วชาวบ้านก็ต่างมาขอดูสิ่งที่อยู่ในขวดโหลนั้น เมื่อผู้คนที่แห่กันมาดูก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคือ "พญานาคราช" แล้วก็มีคนอ้างตัวว่าเป็นร่างทรงของ "พญานาค" บอกว่านี้แค่นิมิตที่ให้เห็นเป็นตัวเล็ก ๆ หรืออาจเป็นลูกนั้นเอง ตัวใหญ่จริงเท่ากับ"ต้นมะพร้าว" และหลวงพ่อท่านยังได้กล่าวว่า "ประเทศไทยในอนคตนั้น ภาคอีสานเราจะสงบสุข อยู่รอดปลอดภัยจากสิ่งต่าง ๆ เนื่องจากมีพญานาคคอยปกปักรักษาในผู้ที่มีความเชื่อใน พญานาค แห่งลุ่มแม่น้ำโขง
มันเป็นความเชื่อที่รอการพิสูจน์หรือไม่ต้องก็ได้ เพียงแต่เป็นความเชื่อของแต่ละบุคคลเท่านั้นส่วนตัวผู้เขียนแล้ว เชื่อในความลี้ลับในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ แล้วท่านเชื่อในสิ่งนี้หรือไม่ บางคนอาจบอกว่าเป็นเรื่องงมงาย ถ้าในทางวิทยาศาสตร์ต้องบอกว่าสิ่งนี้เป็นปลาชนิดหนึ่ง ในแม่น้ำโขง แต่คนอีสานในแถบลุ่มแม่น้ำโขงเชื่อว่าสิ่งนี้คือ "พญานาค" ที่อาศัยอยู่ในลำน้ำโขงในสมัยพุทธกาล และปัจจุบันยังมีอยู่ อาจจะเห็นได้จากเมื่อใกล้ถึงวันก่อนออกพรรษา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ชาวบ้านที่มีบ้านเรือนหรือใกล้เคียงจะมีรอบประหลาด คล้ายรอยงูเลื้อย เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง แต่ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าคือรอยอะไร แต่ชาวบ้านมักจะบอกว่ารอยพญานาคแต่ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรในเรื่องนี้ หากต้องการเห็นด้วยตาท่านต้องไปที่ จังหวัดหนองคาย ได้ความเห็นเป็นประการใด ช่วยบอกผ่านมาที่กระทู้เว็บนี้ด้วยครับ


ผมก็ยังไม่ได้เห็นด้วยตาครับสำหรับภาพนี้ แต่เค้าเล่าว่าตอนที่เอาออกมาจากขวดโหลใหม่ ๆ ตัวเขียวเป็นอำพันเลยครับเค้าว่านะ
บทความ : สหชาต

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2551

ขอเชิญเที่ยวงานประเพณีใหลเรือไฟจังหวัดนครพนม

สวัสดีครับ และขอขอบคุณสำหรับผู้เข้าเยี่ยมชม Blogger นี้ ยินดีมากเลยครับที่ท่านแวะเข้าอ่าน
สำหรับในบทความนี้ก็ไม่มีอะไรมากครับแค่ยากเชิญชวนทุกท่านที่สามารถมาเที่ยวได้นะครับ ก็มาเที่ยวงานประเพณี ไหลเรือไฟของจังหวัดนครพนมครับ ครั้งนี้ก็จัดขึ้นในวันที่ 7 - 15 ตุลาคม 2551
ผมขอเล่าประวัติคร่าว ๆ ให้ท่านผู้อ่านได้เข้าสักเล็กน้อยนะครับ เท่าที่ผมจำได้และผู้เฒ่าผู้แก่ได้เล่าต่อ ๆ กันมา คือ ประเพณีไหลเรือไฟเนี้ยะ ทำสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ถึงพันปีหรือป่าวก็ไม่อาจทราบได้ เพราะเป็นความเชื่อที่ว่า เป็นการบูชารอยพระพุทธบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มาประทับในลุ่มน้ำโขงของประเทศอินเดียถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ ฮ่า ฮ่า ๆ
ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันออกพรรษา เค้าจะมีการไหลเรือไฟกันเพื่อบูชาตามความเชื่อของเค้าจะมีการทำเรือไฟเพื่อบูชาพระพุทธเจ้าและขังมีการแข็งขันความสวยงามของเรือไฟด้วย แต่มีหลักเกณฑ์ที่ว่าต้องจุดจากธรรมชาติเท่านั้น สมัยก่อนใช้กระบอง ซึ่งทำมาจากการใช้ขี้เรื่อยผสมกับน้ำมันหรือน้ำมันสนและมัดติดกับโครงที่ดัดแปลงเป็นรูปต่าง ๆ ในการจุดและพัฒนาการใช้มาเป็นการทำตะเกียงน้ำมัน และมัดติดกับโครงเหล็กที่ดิดแปลงให้เป็นรูปร่างต่าง ๆ สวยงาม ท่านต้องมาพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง


บทความ / วีดีโอ : สหชาต

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2551

การเรียนรู้+การเดินทาง






อันว่าการเรียนรู้นั้นไม่มีที่สิ้นสุด ดังที่ว่า "การเรียนรู้ควบคู่ไปกับการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด ถ้าเราหยุดเดินทางเปรียบได้ว่าเราก็หยุดการเรียนรู้" ผมเคยมีประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิดจากการเดินทางที่มันมีไม่ค่อนข้างจะน้อยอยู่บ้างแต่สำหรับผม ผมคิดว่าสิ่งที่ผมได้เจอในช่วงของการเดินทางถือเป็นประสบการณ์อย่างยิ่งในการใช้ชีวิตในโลกนี้ เราอ่านหนังสือก็ได้ความรู้อึกแบบที่สามารถนำพาโลกแห่งจินตนาการ แม้แต่ในจินตนาการหรือในความคิดของเราก็ยังไม่มีที่สิ้นสุด แต่อย่านั่งจินตนาการทั้งวันก็แล้วกาน เค้าจะหาว่าบ้า เพ้อฝันลม ๆ แล้ง ๆ แต่การเดินทางก็สร้างจินตนาการได้ดีเพราะเราได้สัมผัสโดยตรงและพบเห็นด้วยตาของเราเอง อ้า ... สรุปได้ก็คือไม่มีใครสามารถโกหกเราได้ถ้าเราได้เจอกับตัวเองแล้ว



เมื่อวันที่ 6 - 10 กันยายน 2551 ผมได้เดินทางไปกับคณะศึกษาดู้งานของ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดนครพนม เพื่อเข้าร่วมงาน "มหกรรมรักการอ่าน วันเรียนรู้สามกล" ณ เมืองทองธานี กรุงเทพ ฯ การเรียนรู้ของเราดได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อเราได้ก้าวขึ้นรถทัวร์คันใหญ่สองชั้นห้าสิบสามที่นั้ง เบาะนวดไฟฟ้า เป็นอะไรที่วิเศษมากและในขณะนั้นผมก็เกิดจินตนาการว่าถ้ารถคันนี้เป็นของเราคงจะดีไม่น้อย ( ฮ่า ฮ่า ฮ่า ) นั่นใงเพียงแค่การขึ้นรถยังเกิดจินตนาการเห็นไม่ครับประสบการณ์ การเรียนรู้ไม่มีอะไรมากั้นไม่มีที่สิ้นสุดจริง นอกจางนั้นขังได้เรียนรู้ผู้คนที่ร่วมเดินทางไปกับเราในทริปนี้เราจะได้เรียนรู้ผู้คนสถานที่ต่าง ๆ ที่เค้าพาเราไป



เมื่อมาถึงจุดหมาย ณ กรุงเทพ ฯ เราก็ได้มาที่งานดังกล่าว รัการอ่านจริง ๆ มีร้านหนังสือมากมายให้เลือกซื้อ ก็ตามแต่ใครจะมีตังค์เยอะ หนังสือดี ๆ มากมาย ทั้งเสริมสร้างอาชีพ พัฒนาการของลูก เด็กในวัยต่าง ๆ



การออกร้าน การจัดนิทรรศการของ กศน.ต่าง ๆ ทั่วประเทศก็ว่าได้ งานนี้ไม่ใช่เล่น ๆ นะครับมีท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รมว.กระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานในพิธีเปิดงานด้วย และยังมีสาส์นจากองค์กรยูเนสโกด้วยมีผู้นำสาส์นจากประเทศอะไรผมก็จำไม่ได้รวมทั้งชื่อด้วยแหละ งานสนุกครับมีการแสดงมากมาย หนังสือดี ๆ ให้ยืนอ่านมากไม่ แต่ไม่ได้ซื่อ ฮ่า ฮ่า ฮ่า แบบว่าไม่มีตังค์.....สุดท้ายก็กลับบ้านมือเปล่า แต่ก็ได้อ่านหนังสือดีบ้าง ๆ ก็ได้ประสบการณ์มากมาย อ่านเยอะครับจำชื่อหนังสือไม่ได้



คนเราถ้ารักการอ่านรับรองไม่โง่ เมื่อมีประสบการณ์จากการเดินทางก็ไม่มีใครหลอกเราได้ การเดินทางเปรียบได้กับไปเรียนรู้ในห้องเรียนใบใหญ่ แต่เป็นแบบบุฟเฟ่ เลือกได้ทุกอย่างตามใจเราถ้าเรากินทุกอย่างเราก็รู้รสชาติของอาหารทุกอย่างท่านว่ามั้ย "เลือกบริโภคกัไม่รู้รสชาติทุกอย่าง ถ้าบริโภคความรู้ไม่เลือกก็รู้มากได้เปรียบ ดังที่ว่ากินทุกอย่างก็รู้ทุกอย่างในรสชาตินั้น"
ปล.ถ้าท่านเข้าอ่านอีกครั้งต่อไปอาจได้ชมวีดีโอด้วยครับ
บทความโดย : สหชาต